เขาหินซ้อน: จากที่ดิน 264 ไร่ สู่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของประเทศไทย

เขาหินซ้อน: จากที่ดิน 264 ไร่ สู่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของประเทศไทย

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มายังศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2527

จุดเริ่มต้นของ “ห้องเรียนแห่งการพัฒนา”

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของประเทศไทย

ที่นี่ไม่ได้เริ่มต้นจากพื้นที่ที่สมบูรณ์พร้อม แต่เริ่มจากพื้นที่ที่มีข้อจำกัด ทั้งดินเสื่อมโทรม ดินร่วนปนทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ และประสบปัญหาเรื่องน้ำในการทำเกษตร

แต่ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นต้นแบบของการศึกษา ทดลอง สาธิต และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องดิน น้ำ เกษตร อาชีพ และคุณภาพชีวิต


พระตำหนักที่ไม่ได้สร้าง…แต่กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ของประชาชน

จุดเริ่มต้นของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มีเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ราษฎรในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน จำนวน 7 ราย ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 264 ไร่ ด้วยความตั้งใจให้ใช้เป็นพื้นที่สำหรับสร้างพระตำหนัก

แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ และทรงพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน จึงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนเป้าหมายจากการสร้างพระตำหนัก มาเป็นการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาทางการเกษตรแทน

พื้นที่ที่เดิมตั้งใจถวายเพื่อเป็นที่ประทับ จึงกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เขาหินซ้อนถูกเรียกว่า “ห้องเรียนของแผ่นดิน” เพราะเป็นพื้นที่ที่ใช้ปัญหาจริงของชุมชน มาเป็นโจทย์ในการศึกษาและพัฒนาอย่างเป็นระบบ


ศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของไทย

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ถือเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของประเทศไทย

แนวคิดสำคัญของศูนย์ฯ คือ การเป็นสถานที่ศึกษา ทดลอง และสาธิตแนวทางการพัฒนาในพื้นที่จริง ก่อนถ่ายทอดผลที่เหมาะสมให้ประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ได้

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ศูนย์ฯ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ให้ความรู้ แต่เป็น “ห้องทดลองกลางแจ้ง” ที่รวมทั้งนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานรัฐ และประชาชน เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันจากสภาพพื้นที่จริง

การพัฒนาในเขาหินซ้อนจึงไม่ได้มองแยกเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อมโยงทั้งดิน น้ำ พืช อาชีพ และชีวิตของคนในพื้นที่เข้าด้วยกัน


จาก 264 ไร่ สู่พื้นที่ขยายผลนับแสนไร่

แม้จุดเริ่มต้นของศูนย์ฯ จะมาจากที่ดิน 264 ไร่ที่ราษฎรน้อมเกล้าฯ ถวาย แต่การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้ขยายบทบาทออกไปอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน พื้นที่การดำเนินงานของศูนย์ฯ ประกอบด้วยพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน 1,240 ไร่ และพื้นที่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์เขาหินซ้อน 655 ไร่ รวมพื้นที่หลักของศูนย์ฯ 1,895 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่หมู่บ้านขยายผลจำนวน 43 หมู่บ้าน ในตำบลเขาหินซ้อน ตำบลเกาะขนุน และตำบลบ้านช่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมพื้นที่กว่า 244,809 ไร่

การขยายผลนี้สะท้อนให้เห็นว่า เขาหินซ้อนไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองภายในศูนย์ฯ เท่านั้น แต่เป็นต้นแบบที่ส่งต่อองค์ความรู้ไปยังชุมชนรอบข้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำแนวทางการพัฒนาไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองได้จริง


ความหมายของเขาหินซ้อนในวันนี้

เรื่องราวของเขาหินซ้อนจึงไม่ใช่เพียงประวัติการก่อตั้งศูนย์ฯ แต่คือบทเรียนสำคัญของการพัฒนา

จากที่ดินที่ชาวบ้านถวายด้วยความตั้งใจ
จากพื้นที่ที่เคยมีข้อจำกัดด้านดินและน้ำ
จากโจทย์ยากของการทำเกษตรในพื้นที่จริง

ทั้งหมดถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่ เข้าใจปัญหา และเข้าใจชีวิตของประชาชน

เขาหินซ้อนจึงเป็นมากกว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของประเทศไทย
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการพัฒนาที่เชื่อมโยง “ความรู้” เข้ากับ “ชีวิตจริง” ของผู้คน

เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งใน โครงการวิจัยเรื่อง
"พระราชดำริและพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับกลยุทธ์การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พิเคราะห์จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

โดย
คณะกรรมการจัดทำองค์ความรู้ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า
สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา
รับรองโดย มูลนิธิต่อต้านการทุจริต
สนับสนุนทุนวิจัยโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ใส่ความเห็น
เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง